ทำไมรัฐไทยต้องมี นโยบายควบคุมการพนัน

ทุกครั้งที่พูดเรื่องการพนันสังคมจะแบ่งเป็นสองฝักสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนให้การพนันเป็นกิจกรรมถูกกฎหมาย อีกฝ่ายหนึ่งคัดค้าน แต่ทั้งสองฝ่ายยอมรับเหมือนกันว่าการพนันเป็นสิ่งไม่ดี เป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดปัญหาในสังคม ทว่าแต่ละยุคสมัยกฎหมายไทยมีการควบคุมและผ่อนคลายเรื่องการพนันแตกต่างกัน ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ ได้สรุปเรื่องนี้ไว้ใน “กฎหมายเกี่ยวกับการพนันใน ประเทศไทย” ที่เขียนในปี พ.ศ. 2554 ดังนี้

  • สมเด็จพระนารายณ์ บัญญัติกฎหมายห้ามเล่นการพนัน
  • สมเด็จพระบรมโกษฐ์ ห้ามข้าราชการเล่นการพนันมากจนเกินไป ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษเฆี่ยน 90 ที และถอดยศลงเป็นไพร่
  • สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี บำรุงขวัญทหารและแม่ทัพนายกอง โดยให้เล่นการพนันกันแต่พอสมควร ส่วนราษฎรทั่วไปให้เล่นการพนันได้ในวันนักขัตฤกษ์ต่างๆ เช่น ตรุษไทย ตรุษจีน สงกรานต์
  • รัชกาลที่ 1 ให้มีการเล่นพนันเบี้ยอยู่บ้างโดยเก็บอากรบำรุงแผ่นดิน แต่ออกพระราชกำหนด พ.ศ.2325 ห้ามข้าราชการเล่นบ่อนเบี้ยและเสพสุรา ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษเฆี่ยน 90 ที และสักรูปถั่วประจานที่หน้าผาก ส่วนเจ้าของบ่อนผู้อนุญาตให้ข้าราชการ เข้าไปเล่นเบี้ยระวางโทษเฆี่ยน 30 ที ต่อมา พ.ศ.2333 ออกพระราชบัญญัติห้ามเล่นการพนันชนไก่ และ พ.ศ.2337 ออกพระราชบัญญัติห้ามเล่นการพนันเด็ดปลี แทงห่วง และกอบข้าวสาร
  • รัชกาลที่ 3 ให้ตั้งโรงหวยเพื่อเก็บอากรหวยใน พ.ศ.2378
  • รัชกาลที่ 4 กำหนด “ภาษีการพนัน” เพิ่มขึ้นจากอากรบ่อนเบี้ยทำให้รัฐเก็บภาษีอากรจากบ่อนเบี้ยได้เพิ่มมากขึ้นปีละ 5 แสนบาท แสดงว่าในสมัยนั้นมีผู้นิยมเล่นการพนันในบ่อนเบี้ยกันมาก
  • รัชกาลที่ 5 ตระหนักถึงผลกระทบจากการพนัน พ.ศ.2430 ประกาศเลิกบ่อนเบี้ยโดยให้ค่อยๆเลิกไปเป็นขั้นๆ
  • รัชกาลที่ 6 ประกาศปิดบ่อนการพนันทั่วราชอาณาจักร วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2460 ส่วนโรงหวยถูกประกาศปิด วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2495
  • รัชกาลที่ 7 ตราพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2473 รวบรวม กฎหมายเกี่ยวกับการพนันต่างๆมาไว้ในที่เดียวกัน
  • พ.ศ.2478 แก้ไขปรับปรุงกฎหมายการพนันให้ทันสมัย ครอบคลุมการเล่นพนันประเภทต่างๆ และบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน

น่าสังเกตว่าหลังยุคผ่อนคลายให้มีการเล่นพนันเพิ่มมากขึ้น คือในยุคพระเจ้ากรุงธนบุรีใช้การพนันเป็นเครื่องมือสร้างขวัญกำลังใจทหาร และรัชกาลที่ 4 ใช้การพนันเป็นเครื่องมือหารายได้มักตามมาด้วยยุคของการควบคุมการพนันอย่างเข้มงวดเหตุผลสำคัญปรากฏชัดในหนังสือที่ 168/188 ลงวันที่ 4 สิงหาคม ร.ศ.122 ถึงรัชกาลที่ 5 โดยกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีมหาดไทยในสมัยนั้น ขอให้เลิกและปิดบ่อนการพนันในบางท้องที่ เพราะการ พนันเป็นสาเหตุของการมีอาชญากรรมต่างๆเพิ่มขึ้น

เว็บไซต์พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย เขียนถึงพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับการเลิกทาสและทรงมีพระราชดำรัสว่า

“…ข้าพเจ้าเห็นว่ายังมีความขัดข้องอยู่ ด้วยกรุงสยามยังมีภาษีหวย ถั่วโป การพนัน ต่างๆ ฝิ่น เหล้า เหล่านี้ที่จริงได้ทำคนเป็นทาษ ให้โทษแก่มนุษย์ทั้งหลาย… จะต้องคิดดับ ของเหล่านี้เสียก่อนจึงจะเลิกทาษได้…”

นโยบายควบคุมการพนันของรัชกาลที่ 5 ส่งอิทธิพลต่อมาจนถึงปัจจุบันดังจะเห็นได้ จาก กฎหมายการพนันฉบับเดียวที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ พระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 เน้นการควบคุมและปราบปราม แต่มีการพนันที่อนุญาตให้เล่นได้ 3 กรณี ได้แก่

1. การเล่นพนันที่ระบุไว้รวม 24 ชนิดในบัญชี ข ท้ายพระราชบัญญัติฯ กรณีได้รับอนุญาตโดยรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่หรือพนักงานผู้ออกใบอนุญาตที่คุ้นเคยที่สุดน่าจะเป็น จับ สลากโดยวิธีต่างๆ สลากกินแบ่ง ยิงเป้า โยนห่วง ชี้รูป บิงโก ชกมวย แข่งเรือ และการเล่น ต่างๆซึ่งให้สัตว์ต่อสู้หรือแข่งกัน เช่น ชนโค ชนไก่ กัดปลา แข่งม้า ฯลฯ

2. การเล่นที่มีลักษณะคล้ายบัญชี ข

3. การเล่นที่รัฐมนตรีเจ้าหน้าที่ได้ออกกฎกระทรวงระบุเพิ่มเติมในปัจจุบันมี 4 ประเภท ได้แก่ สะบ้าทอย สะบ้าชุด ฟุตบอลโต๊ะ และเครื่องเล่น ซึ่งสามารถทำ ให้แพ้ชนะกัน ได้ไม่ว่าจะโดยมีการนับแต้มหรือเครื่องหมายใดๆหรือไม่ก็ตาม

แม้ยุคสมัยจะเคลื่อน นโยบายจะเปลี่ยน แต่ปัญหาที่เกิดจากการเล่นพนันยังเหมือนเดิม คือ ทำให้ประชาชนไม่สนใจเอาเวลาไปประกอบอาชีพ และคนติดการพนันส่วนใหญ่มีฐานะความเป็นอยู่ที่ยากจนลง รวมถึงเพาะนิสัยเกียจคร้านในการทำงานอื่นๆ เพราะเห็นว่าไม่มีอาชีพใดสามารถทำกำไรและสะดวกสบายกว่า การพนันอีกแล้ว (ในกรณีที่เล่นได้) แต่ถึงจะเล่นเสียก็ถือว่ามีโอกาสแก้ตัวใหม่ และเมื่อเล่นหมดตัวก็จะต้องหาทางออกด้วยการปล้น จี้ ลักทรัพย์ ฯลฯ เพื่อ หาเงินมาเล่นการพนันต่อไป

กฎหมายควบคุมให้คนไม่เล่นการพนันได้จริงหรือ ?

จากการศึกษา “นิติสำนึกของบุคคลในการเล่นพนันชนไก่” เมื่อปี พ.ศ.2552 ปิยอร เปลี่ยนผดุง สรุปว่า กฎหมายไม่สามารถห้ามกิจกรรมการเล่นพนันอย่างเด็ดขาดในทันที เพราะการพนันบางประเภทเป็นวิถีชีวิตของคนไทยจำนวนมากและเป็นส่วนหนึ่งของ โครงสร้างสังคม ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลากหลาย ทั้งเพื่อความสนุกสนานบันเทิง การพนัน ขันต่อ เครื่องแสดงความสามารถ เครื่องแสดงสถานะของบุคคล รวมถึงโชคลาภ

นอกจากนั้น แนวคิดและแนวปฏิบัติเรื่องการพนันในสังคมไทยยังมีลักษณะลักลั่น แสดงถึงความขัดแย้งในหลายๆด้าน ตัวอย่างเช่น

  • กฎหมายมุ่งเน้นควบคุมและปราบปรามเพื่อไม่ให้คนเล่นการพนัน แต่รัฐบาลต่างๆ กลับอนุญาตให้สำนักงานสลากเพิ่มปริมาณการผลิตสลากกินแบ่งอย่างต่อเนื่องซึ่งเท่ากับ เป็นการสนับสนุนให้มีการเล่นพนันเพิ่มมากขึ้น
  • ศาสนาถือว่าการพนันเป็นอบายมุข แต่นักบวชผู้มุ่งหลุดพ้นยังคงใบ้หวยเพื่อช่วยชาวบ้าน
  • สื่อประฌามการเล่นพนันว่าเป็นทางเสื่อมของสังคม แต่สื่อจำนวนหนึ่งกลับชี้ช่องทาง และสนับสนุนข้อมูลให้คนเข้าถึงแหล่งพนัน

ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ ได้อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า แม้กฎหมายจะบัญญัติว่าการเล่นพนันเป็นความผิดแต่ในทัศนคติของคนทั่วไปเห็นว่าการพนันไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย คนถูกจับด้วยคดีพนันไม่ได้ถูกรังเกียจ และส่วนใหญ่ได้รับโทษเพียงโทษปรับ ประกอบกับเจ้าหน้าที่ตำ รวจ ไม่ค่อยให้ความสำคัญ เพราะถือว่าเป็นความผิดเล็กน้อย คนเล่นพนันจึงไม่รู้สึกผิดหรือเกรง กลัวกฎหมาย

เพราะในโลกที่เป็นจริง คนเล่นการพนันคุ้นเคยกับกลไกการบังคับใช้กฎหมายที่มีการ ประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ คือการรับสินบนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และการจ่ายเงินให้ผู้ มีอำนาจ “อนุญาต” ให้มีการเล่นพนันอย่างถูกกฎหมาย จนทำให้การฝ่าฝืนและไม่เคารพ กฎหมายกลายเป็นบรรทัดฐานในเครือข่ายผู้เล่นการพนัน

ถ้ากฎหมายกำหนดอัตราโทษสูงขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการลงโทษอย่างเคร่งครัด และประสานการทำงานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจะส่งผลโดยตรงให้ ปัญหาการพนันลดลง สังคมและคนเล่นพนันจะเปลี่ยนทัศนคติ

แต่หากมองออกไปให้ไกลกว่าเรื่องกฎหมาย สังคมไทยจำป็นต้องสนับสนุนกิจกรรม ทดแทนการเล่นพนัน หลายๆกระทรวง หลายๆหน่วยงาน ต้องเข้ามาช่วยกันทำ เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติจัดสถานที่และกิจกรรมส่งเสริมเยาวชน องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นจัดพื้นที่เล่นกีฬาให้เยาวชน ชุมชนมีกิจกรรมที่หลากหลาย ฯลฯ