การพนันกีฬาของ มัธยมปลาย และ อาชีวศึกษา

กีฬากับการพนันไม่ใช่ของที่เกิดมาคู่กัน แต่การเติบโตของอุตสาหกรรมกีฬากลับพ่วง ด้วยปัญหาการขยายตัวของธุรกิจการพนัน และมหกรรมกีฬามีส่วนกระตุ้นให้เด็กและ เยาวชนก้าวเข้าสู่วงจรการพนัน การสำ รวจพฤติกรรมรับชมและการเล่นพนันทายผลฟุตบอลยูโร 2016 กลุ่มนักพนัน มัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษา ในพื้นที่ 10 จังหวัด จำนวน 3,832 ตัวอย่าง พบว่า

กลุ่มตัวอย่างประมาณ 1 ใน 3 หรือร้อยละ 35.4 เคยมีประสบการณ์เล่นการพนันทายผลกีฬา การพนันกีฬายอดนิยมคือ การพนันทายผลฟุตบอล ที่มีมากถึงร้อยละ 86.4 ของกลุ่มที่เคยเล่น พนันทายผลกีฬา และกลุ่มที่เล่นพนันฟุตบอลมักเริ่มต้นจากการเล่นโดยใช้เงินพนันเล็กๆ น้อยๆ พอเป็นสีสันในการเชียร์หรือเล่นพนันโดยไม่ได้ใช้เงิน (เช่น เลี้ยงข้าว เลี้ยงหนัง) แล้วเปลี่ยนไปสู่ การเล่นพนันที่จริงจัง เน้นได้เสียเอาเงินมากขึ้น

ผลสำ รวจพบว่า บรรยากาศในช่วงแข่งขันยูโร 2016 มีส่วนกระตุ้นให้เยาวชนเล่นพนันทาย ผลฟุตบอลมากกว่าที่ตั้งใจไว้เมื่อตอนก่อนเปิดฤดูกาลแข่งขันร้อยละ 8.3 นอกจากนั้น วงเงินที่ใช้ เล่นพนันมักเพิ่มสูงขึ้นตามรอบการแข่งขัน และวงเงินพนันที่เล่นจริงมักสูงกว่าที่ตั้งใจจะเล่น โดย กลุ่มที่เล่นพนันแบบเน้นได้เสียนิยมเล่นผ่านระบบออนไลน์มากที่สุด

ข้อมูลที่น่าสนใจคือ เยาวชนมีแนวโน้มเล่นพนันทายผลฟุตบอลกันมากขึ้น ปัจจัยเงื่อนไข ส่วนหนึ่งมาจากการมีคนแวดล้อมที่เล่นพนันบอล การมีช่องทางการเล่นที่เข้าถึงง่าย และมีข้อมูล ช่วยตัดสินใจจากสื่อต่างๆ โดยเฉพาะเว็บไซต์และโซเชียลเน็ตเวิร์ค ที่เป็นเสมือน “คู่มือเล่น พนัน” เพิ่มความมั่นใจในการเล่นพนัน

รวมถึงการมีทัศนคติที่สุ่มเสี่ยงต่อการเล่นพนันทายผล ฟุตบอลของเยาวชนเอง เมื่อสอบถามถึงปัญหาจากการเล่นพนันทายผลฟุตบอลยูโร 2016 เยาวชนร้อยละ 39.8 ระบุว่าประสบปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เสียการเรียน มีความเครียดมาก ถูกโกง มีหนี้สิน เป็นต้น

แม้สังคมมีกฎเกณฑ์ที่แสดงว่าการพนัน เป็นสิ่งไม่ดี เป็นสิ่งเลวร้าย แต่ในรอบ ทศวรรษที่ผ่านมาการพนันเติบโตแบบ ก้าวกระโดดและขยายตัวในวงกว้างมาก ขึ้น แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำาวัน ในทุก ส่วนของสังคม ผู้คนสามารถเข้าถึงการ เล่นพนันได้ง่ายๆ แม้กระทั่งอยู่ที่บ้าน

ข้อมูลภาคสนามของโครงการวิจัย “เยาวชนกับการพนัน : ปัจจัย เสี่ยง ความเปราะบาง และผลกระทบทางสังคม” โดย ดร.กาญจน์นภา พงศ์พนรัตน์ และ ธีรโชติ ภูมิภมร พบว่า การเติบโตแบบก้าวกระโดดของธุรกิจการพนันได้สร้างรูปแบบ วิธี การ และทัศนคติใหม่ๆ เกี่ยวกับการพนัน เช่น

เฉพาะกลุ่มที่มีหนี้สิน ส่วนใหญ่สามารถแก้ไขปัญหาได้โดยถอนเงินเก็บในธนาคารมาใช้หนี้ ขาย/จำนำทรัพย์สินส่วนตัว (เช่น สมาร์ทโฟน สร้อยทอง) และกลุ่มใหญ่สุดคือร้อยละ 78.8 แก้ ปัญหาด้วยการขอหรือยืมเงินคนในครอบครัว/ญาติหรือคนสนิท (อาทิ เพื่อน แฟน) แต่ก็มี จำนวนหนึ่งที่เลือกแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการที่ผิด เช่น หยิบฉวยเงิน/ทรัพย์สินในบ้านหรือของคน อื่น หรือคิดจะหาเงินจากการเล่นพนันอย่างอื่น

ขณะที่มีประมาณ 1 ใน 4 หรือร้อยละ 24.2 ยัง ไม่รู้ว่าจะหาเงินจากที่ไหนมาใช้หนี้ ที่น่าเสียดาย ผลสำ รวจพบว่า ครอบครัวมีอิทธิพลสำคัญในการหยุดยั้งการเล่นพนัน แต่ กลับพบว่าครอบครัวยังแสดงบทบาทในการห้ามปรามน้อยเกินไป ดังนั้น การสนับสนุนให้คนใน ครอบครัวหรือเพื่อนช่วยห้ามปรามกัน และส่งเสริมกันในทางสร้างสรรค์ จึงเป็นเรื่องสำคัญ

ขณะเดียวกัน การมีภาคประชาสังคมทำ งานรณรงค์หยุดพนันยังถือได้ว่าอยู่ในวงจำกัด จึงควรเร่งให้มี การขยายเครือข่ายให้กว้างออกไป เพื่อจะได้สามารถทำ งานได้มากขึ้น ส่วนการปราบปราม แม้สามารถลดการเล่นพนันลงได้พอสมควร แต่กลับมีการทำ งานแบบ เฉพาะกิจ จึงควรปรับให้มีสถานะทางโครงสร้างที่ถาวร เพื่อจะได้มีการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง และภาครัฐจำ เป็นต้องพัฒนาวิธีการจัดระเบียบหรือควบคุมเนื้อหาของสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อ ออนไลน์ เพื่อไม่ให้เป็น “คู่มือสำหรับนักพนัน” อีกต่อไป

• การพนันเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความทันสมัย

• การเล่นพนันสร้างรายได้

• การใช้การพนันเป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์เชิงท่องเที่ยว

• การให้คุณค่ากับกระบวนการของการพนันในฐานะองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น

• การให้คุณค่าต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการพนันในฐานะอาชีพที่สร้างรายได้

• ภาครัฐมักมีส่วนพัวพันกับการพนัน

กลุ่มคนเล่นพนันมักอ้างว่าการกระทำของพวกเขาเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่สร้างความเดือดร้อน หรือก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมส่วนรวม โดยลืมไปว่าคนเล่นพนันไม่ได้มีเฉพาะผู้ใหญ่หรือคนที่ หารายได้ได้ด้วยตนเอง แต่ยังมีเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะเยาวชนในระดับมัธยมศึกษาตอน ปลาย อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ที่เล่นพนันโดยใช้เงินที่ได้รับจากผู้ปกครอง หรือถ้าไม่มีเงิน หรือเงินไม่เพียงพอ ทั้งเงินที่ใช้เล่นพนันหรือต้องชำ ระหนี้ที่เกิดจากการเล่นพนัน เยาวชนอาจ กู้เงินนอกระบบหรือขายบริการทางเพศเพื่อแลกกับเงิน โดยไม่หวาดกลัวกับผลที่จะตามมา

เมื่อการพนันเข้าไปตั้งในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นบ่อน โต๊ะบอล ตู้พนันออนไลน์ ฯลฯ ธุรกิจการพนันได้กลายเป็นช่องทางสร้างรายได้ให้คนในชุมชน ไม่เว้นแม้แต่เยาวชน เช่นในชุมชนเตาปูนหรือชุมชนดอนเมือง คนในชุมชนมองว่าการเข้ามาเล่นพนันใน บ่อนของนักพนันในพื้นที่และนักพนันต่างถิ่นช่วยทำ ให้พวกเขามีรายได้ และมีการ พึ่งพาอาศัยระหว่างคนในชุมชนกับคนในบ่อน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนในชุมชนมอง ว่าการเล่นพนันเป็นเรื่องปกติ

ในมิติทางเศรษฐกิจ เยาวชนส่วนใหญ่มองว่า การพนันเป็นกิจกรรมทาง เศรษฐกิจที่สร้างรายได้จำนวนมากโดยไม่ต้องทำ งาน และพบว่าเยาวชนจำนวนไม่ น้อยที่มีเงินใช้จ่ายไม่เพียงพอเนื่องจากมีพฤติกรรมการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย มักพึ่งพาการ พนันทุกรูปแบบเป็นทางเลือกหนึ่งในการหมุนเวียนรายได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินจาก ครอบครัว

การรับรู้กระบวนการ วิธีการ และการเข้าสู่วังวนการพนัน ได้ถูกสอดแทรกอยู่ในชีวิตประจำาวันของเยาวชน ทั้งในมิติ ทางเศรษฐกิจและมิติทางสังคมวัฒนธรรม

ในมิติทางสังคมวัฒนธรรม เยาวชนมองว่า การพนันเป็นวิธีหาเงินที่ง่าย ลงทุน ต่าแต่ผลตอบแทนสูง ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า กรณีเสียก็เสมอตัวหรือเท่าทุ ํ น และการ พนันยังมีวิธีการเล่นที่ท้าทาย ล่อตาล่อใจ ตื่นเต้น รู้สึกว่าการเล่นพนันเป็นการกระทำ ที่ทำ ให้เป็นผู้มีสติปัญญา ทำ ให้มีตัวตน ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง

เยาวชนชายให้ความหมายว่า การเล่นพนันช่วยคลายเครียดจากการเรียน การ ทำ งาน เล่นแล้วเพลิน มีความสุข ส่วนใหญ่เล่นพนันในกลุ่มเพื่อน คนที่รู้จัก หรือคอ เดียวกัน เช่นชอบทีมฟุตบอลเดียวกัน และมักใช้พื้นที่ร้านเกมส์เป็นพื้นที่เล่นพนันทาย ผลการแข่งขันฟุตบอล โดยได้โพยบอลมาจากเจ้าของร้านเกมส์ เพื่อนหรือรุ่นพี่ที่รู้จัก

นอกจากนั้นยังพบอีกด้วยว่า เยาวชนนอกระบบมีพฤติกรรมเสี่ยงมากกว่า เยาวชนในระบบโรงเรียน และมีพฤติกรรมสร้างเสริมค่อนข้างน้อย ขณะที่เยาวชนที่ พ่อแม่สอนเรื่องการออม การประหยัดเงิน มักไม่สนใจเล่นการพนัน