การพนัน “วัวชน”

วัวชนแดนใต้เกิดในทุ่ง เป็นกิจกรรมบันเทิงอย่างหนึ่งที่นิยมชื่นชอบในหมู่ชาวบ้าน ต่อมาส่วนราชการหยิบเอานันทนาการของชาวบ้านมาเป็นกิจกรรมส่งเสริมงานเทศกาลประจำปีของชุมชน ของจังหวัด โดยยอมให้มีการเล่นพนัน ขันต่อในสนาม ทำให้เมื่อรัฐอนุญาตให้มีการพนันชนโคถูกต้องตามกฎหมาย สนามชนวัวจึงกลายเป็นบ่อนการพนันวัวชน ผู้ชมในสนามกลายเป็นนักพนัน

ปัจจุบันในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วย สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง กระบี่ ตรัง สุราษฎร์ธานี และสตูล มีสนามชนวัวถูกต้องตามกฎหมายรวม 28 แห่ง ใบอนุญาตให้เปิดได้เดือนละวัน แต่การชนวันเดียวไม่คุ้ม เพราะค่าใช้จ่ายประจำสูง โดยเฉลี่ยจึงเปิด 2 วัน วันที่สองต้องเสียค่าธรรมเนียมขออนุญาตพิเศษ 25,000-30,000 บาท สนามชนวัวในพื้นที่ใกล้กันจะไม่เปิดชนวันเดียวกัน ทำให้คนใต้มีวัวชนให้เล่นพนันได้ทุก วันตลอดปี ยกเว้นวันพระ ส่วนสนามซ้อมหรือสนามชนวัวผิดกฎหมายมีไม่น้อยกว่า 32 แห่ง ความถี่ในการชนไม่แน่นอน

การชนวัวกลายเป็นกระบวนการที่สัมพันธ์กับ อำนาจ มีการใช้อำนาจทางสังคมและอำนาจ ทางการเมือง รวมถึงการอ้างอิงบุคคลที่เหนือกว่าเพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้มีอำนาจ เพื่อ ใช้เป็นภาพลักษณ์หนุนเสริมให้ประชาชนและ ราชการยอมรับ กิจการสามารถดำเนินการอย่างราบรื่น

สนามชนวัวแต่ละแห่งต้องมีวัวชนวันละ 10-15 คู่ หรือ 20-30 ตัว ถ้าดูทั้งระบบแปลว่าต้องมีวัวพร้อมชนประมาณ 12,000 ตัว เพราะวัวหนึ่งตัวสามารถชนได้ 3-4 ครั้งต่อปี วัวพร้อมชนต้องมีอายุ 5 ปี ราคา 35,000-50,000 บาท โดยเริ่มต้นชนในสนามซ้อมหรือบ่อน เถื่อน แล้วขยับสู่บ่อนถูกกฎหมายหรือบ่อนหลวง ราคาวัวจะขยับขึ้นเรื่อยๆ วัวเก่งวัวดัง อาจมีราคาสูงถึง 350,000 บาท ช่วงวัวชรา อายุ 14-15 ปี ชนไม่ได้ ก็จะขายกันถูกๆหรือ ให้ฟรีกับคนที่เคยช่วยเหลือ เพื่อนำไปเป็นพ่อพันธุ์

บ่อนซ้อมมีการเล่นพนันน้อยกว่าบ่อนหลวงมากและประมาณการวงเงินยาก ต่างจากบ่อนหลวงที่เป็นพื้นที่ปิดมองเห็นผู้คนชัดเจน ทำให้ประมาณการต่อปีได้ว่า ทั้งระบบมีวงเงินพนันสูงเกือบ 5 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย “เงินเดิมพัน” 1,344 ล้านบาท และการพนันขันต่อแบบ “เล่นนอก” 47,420 ล้านบาท หรือประมาณ 35 เท่าของเงินเดิมพัน ส่วนเงินสดหมุนเวียนของนักพนันในสนามน่าจะมีประมาณ 10-50 ล้านบาท แบ่งตามผู้เล่นพนันเป็นชั้นๆอย่างหยาบๆได้ 5 กลุ่ม ดังนี้

การชนวัวมีคุณลักษณะที่เข้าใจได้ง่ายๆแบบนักเลงว่าต้อง “วัวเท่ากัน คนเท่ากัน เงิน เท่ากัน” สนามชนวัวได้กลายเป็นพื้นที่แสดงอำนาจที่ตรงกับนิสัยคนใต้ที่ชอบ “คนเลง” และ “หรอย” หรอยหมายถึงได้ทำในสิ่งที่ตนเองชอบ ส่วนคำว่าคนเลงหรือนักเลง เจ้าของบ่อนวัวดังและใหญ่ที่สุดในภาคใต้อธิบายว่า นักเลงต้องเอาพวก และจำ แนกว่า “พ ว ก” หมายถึง พึ่งพาได้ ไว้วางใจได้ และให้เกียรติกัน

นายสนามหรือนายบ่อนคนที่จัดให้มีวัวชนมักเป็นกลุ่มบุคคล 3-4 คน ที่นำเอาคุณสมบัติเฉพาะของแต่ละคนมารวมกัน ก่อให้เกิดพลังแบบทวีคูณในการสร้างการยอมรับทางสังคม จนเป็นนายหัว โดยนายหัวยุคปัจจุบันเป็นการพยายามรักษาคุณลักษณะเด่นของผู้ที่มีอำนาจทางสังคมที่แตกต่างกันมารวมกัน แตกต่างจากนายหัวในอดีตที่มีคุณลักษณะแบบปัจเจกบุคคล

คนจะเป็นนายหัววัวชนได้ต้องเป็น “คนเลง” “ขาใหญ่” เป็นบุคคลที่ “เรียกฟ้า ต้องขาน ถามดินต้องตอบ” เป็นบุคคลที่ทุกคนทุกฝ่ายให้การยอมรับ ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ เจ้าของวัว คนเลี้ยงวัว ชาวบ้าน รวมถึงเซียนพนัน และสามารถควบคุมให้กฎ กติกาและบรรทัดฐานเฉพาะในสังคมคนชนวัวดำเนินต่อไปได้ เช่น ถ้าแพ้แล้วไม่จ่าย จะมีการตัดใบหู เป็นต้น ซึ่งสัมพันธ์กับที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายความเป็น “นักเลงของคนใต้” ว่าเป็นคนที่ชอบการสร้างอิสรภาพในการปกครองตนเองเชิงสัญลักษณ์ เป็นการสร้างอำนาจต่อรองของคนใต้ในสภาวการณ์ใหม่

คนใต้รู้ว่านายหัววัวชนเป็นที่เกรงใจของนักการเมืองระดับชาติ นักการเมืองในท้องถิ่น สามารถชี้นำสมาชิกในชุมชน สามารถใช้เครือข่ายวัวชนเป็นอิทธิพลในการเข้าสู่ตำแหน่งและรักษาตำแหน่งทางการเมืองในท้องถิ่น หรือเจ้าพนักงานปกครองท้องที่ ดังนั้นหลายๆ คนที่อยากประสบความสำเร็จในการเมืองท้องถิ่นและท้องที่จึงพยายามจัดสร้างสนามหรือจัดชนวัวในสนามซ้อม หรือต้องเกี่ยวข้องกับวัวชน เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็น “คนเลง” “หร่อย” และพร้อมจะได้เป็น “นายหัววัวชน” เพื่อจะได้ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งการเมืองในท้องถิ่น เช่น สจ. สท. อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ